เส้นทางสู่ความไม่มีโรค

เส้นทางที่จะนำเราไปสู่ความไม่มีโรคนั้น จะว่าเป็นเรื่องยากก็ยาก จะว่าเป็นเรื่องง่ายก็ง่าย ที่จริงวิธีการนั้นง่ายๆ แต่การกระทำนั้นค่อนข้างยาก ที่ยากเพราะว่าเรามักจะเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ซึ่งมักเป็นชีวิตที่ทำลายสุขภาพเสียมาก เราจึงปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้เป็นแบบใหม่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติดั้งเดิมได้ยากหน่อย

แต่สิ่งที่ยากไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ มันยากเพราะเรายังไม่เคยชินมากกว่า เราจึงไม่อยากเปลี่ยนแปลงความเคยชินแบบเดิมๆ ของเราไปหาสิ่งใหม่ๆ ที่เราก็ไม่แน่ใจว่าจะดีกว่าชีวิตแบบเดิมๆ ของเราหรือไม่

เราอาจต้องรอจนถึงวันหนึ่งที่ร่างกายของเราเตือนเราด้วยการเจ็บป่วยขึ้นมา เราจึงจะหาทางปรับเปลี่ยนชีวิตของเราเสียใหม่ สังเกตไหมครับว่า ชีวิตของคนเจ็บป่วยกับชีวิตของคนปกตินั้นต่างกันอย่างไร เราคงอยากมีชีวิตแบบปกติเหมือนเดิม แต่ชีวิตแบบเดิมๆ นั้นอาจเป็นต้นเหตุให้เราเกิดโรคในวันนี้ก็ได้ ถ้าเราไม่แก้ไขที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญ เราก็ไม่อาจมีสุขภาพที่ดีกลับคืนมาได้อีก

โรคเรื้อรังที่ชาวโลกทั้งโลกกำลังเป็นกันอย่างมากมายเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือภูมิแพ้ก็ตาม โรคเหล่านี้เป็นโรคที่ไม่มียารักษา มีแต่การใช้ยาบรรเทาอาการไปตลอดชีวิตเท่านั้น เราไม่อาจหายขาดจากโรคนี้ได้ด้วยยา

โรคที่คุกคามชาวโลกวันนี้ สังเกตดูดีๆ จะพบว่ามันมีสาเหตุมาจาก “พฤติกรรม” ไม่ใช่โรคที่เกิดจากเชื้อโรคเหมือนสมัยโบราณ แต่เป็นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ผิดธรรมชาติของคนเรา ทั้งด้านอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย การทำงาน และสิ่งแวดล้อมของสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่เอื้อให้เกิดภาวะสุขภาพดี แต่กลับเป็นปัจจัยเอื้อให้เกิดโรคภัยมากกว่า ที่ร้ายกว่านั้นคือเราไม่รู้ตัวว่าการใช้ชีวิตของเรา เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคขึ้นมา เราจึงไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุสำคัญ แต่แก้ไขที่ปลายเหตุเพื่อให้อาการทุเลาลง กลบเกลื่อนอาการต่างๆ ไว้ ทำให้โรคซุกซ่อนอยู่ภายในและแพร่ขยายตัวมากขึ้น เกิดเป็นโรคที่ร้ายแรงกว่าเดิมขึ้นตามมาเป็นระลอกๆ

เส้นทางที่จะนำเราไปสู่สุขภาพดีนั้นจึงมีเคล็ดลับสำคัญคือ การใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ

Credit >> http://healthycareyou.blogspot.com

ทานอาหารที่มีสารพิษน้อย

เราควรกินพืชผักผลไม้ตามธรรมชาติที่ปลอดสารพิษ หรือผักที่ปลูกและดูแลโดยไม่ใช้สารเคมี ถ้าเป็นผักพื้นบ้านตามรั้วกินได้ยิ่งปลอดภัย ผักผลไม้ที่ปลูกโดยใช้สารเคมีนั้นไม่ถือว่าเป็นอาหารสุขภาพ เราจำเป็นต้องเลือกอาหารให้ดีด้วย แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต้องล้างทำความสะอาดให้ปลอดสารพิษมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่อย่างนั้นเราจะได้รับสารพิษเข้าไปโดยตรง การกินอาหารตามร้านอาหารทั่วไปจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่ามีสารพิษมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นถ้าสามารถเลือกอาหารและปรุงเองได้จะดีมาก


Credit >> http://healthycareyou.blogspot.com

ข้าวกล้องหรือข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยครั้ง

ข้าวกล้องยังคงคุณค่าทางอาหารในเมล็ดข้าวพร้อมเส้นใยอาหาร เป็นอาหารที่เราควรเลือกกิน หรือเริ่มต้นสร้างสุขภาพด้วยการปรับเปลี่ยนข้าวก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเราคนไทยกินข้าวทุกวัน ถ้าได้รับสารอาหารจากข้าวเต็มที่ สุขภาพย่อมแข็งแรงเร็ว คนไทยกินข้าวกันมานานนับศตวรรษ มากถึงยุคหลังๆ นี่เองที่เริ่มมีการกินก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง ทำให้ความเป็นธรรมชาติของข้าวเสียไปเพราะถูกแปรรูปไปเป็นแป้งอย่างอื่น

ข้าวขาวที่เรากินทุกวันนี้ผ่านการขัดสีหลายครั้ง คุณค่าทางอาหารน้อยลงตามส่วนที่ถูกขัดสีไป เส้นใยก็จะลดน้อยลง ทำให้ไม่ค่อยมีกากในการขับถ่าย เป็นปัญหาต่อลำไส้ใหญ่มากขึ้น ยิ่งไปแปรรูปเป็นขนมปังหรือก๋วยเตี๋ยวหรือแม้แต่รูปแบบอื่นๆ จะทำให้คุณค่าทางอาหารลดลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีการปนเปื้อนมากขึ้น และมีการเพิ่มเติมสารเคมีเข้าไปในกระบวนการผลิตอีก ทำให้อาหารเหล่านี้มีคุณค่าสู้อาหารแบบดั้งเดิมไม่ได้

เราจึงควรกินข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยครั้งอย่างข้าวกล้องมากกว่า แม้ว่าระยะแรกๆ จะยังไม่เคยชินกินไม่อร่อย แต่กินไปนานๆๆ จะรู้สึกอร่อยขึ้น อย่างไรก็นึกถึงคุณค่าทางอาหารเป็นหลักแล้วกันนะครับ กินเพื่อสุขภาพมากขึ้น เรื่องความอร่อยลดลงสักนิดให้สมดุลกัน

Credit >> http://healthycareyou.blogspot.com

ลดการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด

เนื้อสัตว์ทุกชนิดมีสารพิษมากกว่าพืช ควรกินให้น้อยลงเท่าที่จะทำได้ เมื่อเทียบกันตรงๆ เนื้อสัตว์จะมีพิษมากกว่า เพราะการเกิดสัตว์ทุกวันนี้ไม่ได้เกิดแบบธรรมชาติ แต่เป็นสัตว์ที่สร้างมาเพื่อให้เรากินโดยเฉพาะ จึงจำเป็นต้องสร้างเนื้อสัตว์นั้นๆ ให้โตเร็ว การให้อาหารที่มีสารเคมีจำนวนมาก การฉีดยาป้องกันโรคระบาด การฉีดฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต เร่งเนื้อแดง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีในสัตว์โลกสมัยโบราณ

เนื้อสัตว์ที่เรากินจึงเต็มไปด้วยสารเคมีจำนวนมาก เมื่อเรากินเนื้อเข้าไปเราจะได้รับสารเคมีเหล่านั้นเข้าไปด้วย ร่างกายต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้จัดการขับสารพิษออกไป ถ้ามีจำนวนน้อยๆ ร่างกายก็ขจัดออกได้ แต่ถ้าเรากินเป็นประจำ ร่างกายจะสูสารพิษไม่ไหว ขจัดออกไปได้บางส่วน ส่วนที่เหลือจะสะสมซึกซ่อนไว้ในร่างกาย เมื่อสะสมมากพอก็จะทำร้ายร่างกายจนแสดงอาการเจ็บป่วยออกมาให้เราเห็น

ดังนั้นการลดการกินเนื้อสัตว์ลง รวมทั้งผลิตผลที่มาจากสัตว์ เช่น นมและไข่ จะช่วยลดการรับสารพิษเข้าสู่ร่างกายลง ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยในการขับพิษมากนัก สุขภาพของเราจึงจะแข็งแรง

Credit >> http://healthycareyou.blogspot.com

เลือกทานอาหารสดใหม่

อาหารมีคุณค่ามากที่สุดก็ตอนที่มันยังสดอยู่ เรียกว่าเป็นอาหารที่มีชีวิต คนและพืชผักล้วนมีพลังชีวิตอยู่ในตัวเองทั้งนั้น เรากินผักสดเราจะได้พลังชีวิตของผักมาเพิ่มพลังชีวิตของเรา แต่ถ้าเรากินผักที่เก่าหรืออาหารที่ทิ้งค้างมานานแล้วพลังชีวิตจะลดน้อยลงตามเวลา และในที่สุดก็หมดไป เราจะไม่ได้พลังชีวิตจากอาหาร คงได้เพียงสารอาหารที่มีคุณค่าน้อยลงเรื่อยๆ ตามการเวลาเช่นกัน

ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารสดใหม่ ถ้าเป็นอาหารปรุงสุกก็ต้องรีบกินทันทีหลังการปรุงเสร็จ จะได้สารอาหารมากกว่ารอไปกินอีกวันรุ่งขึ้น ซึ่งสารอาหารจะสลายคุณค่าลงไป และขณะเดียวกันจะเกิดสารพิษเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ อาหารค้างคืนจึงไม่ควรกินเลย เพราะอาจได้รับสารพิษมากกว่าประโยชน์จากอาหาร

อาหารกล่องก็เช่นเดียวกัน ถือเป็นอาหารที่ตายแล้ว ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรกินอาหารกล่องที่แพ็คขายกันตามห้างสรรพสนค้าทั่วไป อาหารกล่องถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับสังคมที่เร่งรีบ ซึ่งเป็นสังคมที่ไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี เราต้องทำชีวิตของเราไม่ให้เร่งรีบจนเกินไป เราจะได้ไม่ต้องกินอาหารกล่องแบบนั้น

Credit >> http://healthycareyou.blogspot.com

สุขภาพดีต้องมีอะไรบ้าง

องค์การอนามัยโลกประกาศว่า สุขภาพดีนั้นมิใช่เพียงการไม่มีโรคเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญร่วมด้วย ปัจจัยที่สำคัญมี 4 ด้าน ดังนี้

1.       ร่างกาย
2.       จิตใจ
3.       สังคมสิ่งแวดล้อม
4.       จิตวิญญาณ

คนที่มีสุขภาพดีต้องเป็นคนที่มีความสมบูรณ์พร้อมทั้ง 4 ด้านนี้ ไม่ใช่เพียงสมบูรณ์ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น การดูแลสุขภาพจึงต้องคิดถึงปัจจัยทั้ง 4 นี้ และพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ด้าน นี่จึงจะเป็นการสร้างสุขภาพที่ครบวงจรและสมบูรณ์แบบที่สุด เราต้องปรับปรุงในด้านที่เรายังบกพร่องหรือมีอยู่น้อยให้เพิ่มเติมจนเต็ม เราจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้

เราจะเห็นได้ว่า “สุขภาพ” ตามคำจำกัดความใหม่นี้ ไม่ใช่เรื่องของแพทย์หรือโรงพยาบาลที่จะทำหน้าที่ดูแลสุขภาพให้เรา แต่เป็น “ตัวเรา” ที่จะต้องรับผิดชอบและสร้างสุขภาพขึ้นมาด้วยตัวเอง แพทย์ไม่อาจมาดูแลอารมณ์และจิตใจให้เรา ไม่มีหน้าที่มาสร้างสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเรา และยิงไม่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องจิตวิญญาณของเรา แพทย์จะช่วยเราในยามที่เราเจ็บป่วยเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของชีวิต เราเป็นผู้ดูแลตนเอง สุขภาพจึงเป็นหน้าที่ของเราไม่ใช้หน้าที่ของใคร

Credit >> http://healthycareyou.blogspot.com

อันตรายจากของหวาน

ขนมหวาน น้ำอัดลม ลูกอม เหล่านี้เป็นต้น ของหวานเหล่านี้มีน้ำตาลมาก เราใช้น้ำตาลทรายขาวที่ผลิตในทางอุตสาหกรรมที่ต้องใช้สารเคมีในการฟอกขาว สารเคมีจะเข้าสู่ร่างกายเรามากขึ้น ในขณะที่น้ำตาลให้ความหวานหรือกลูโคสชนิดออกฤทธิ์เร็ว ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นโดยเร็วเมื่อกินน้ำตาลเจ้าไป แต่จะรู้สึกอ่อนเพลียตามมาได้ในระยะต่อไป ตับอ่อนต้องทำงานมากขึ้นเมื่อมีน้ำตาลในร่างกายมาก เพราะตับอ่อนจะต้องหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่เสมอ เมื่อใช้งานหนักเกินไปตับอ่อนจะอ่อนแอ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเกิดเป็นโรคเบาหวานให้เราเห็น

ถ้าเราไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ แต่ใช้ยาในการควบคุมน้ำตาลอย่างเดียว และยังคงกินน้ำตาลต่อไป โรคจะไม่หายและตับอ่อนจะยิ่งเสียการทำงานไปมากขึ้น ต่อไปก็จะเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

เราจึงควรลดน้ำตาลด้วยการไม่กินเข้าไปให้มาก แทนที่จะให้ยาไปลดน้ำตาลภายในร่างกาย เพราะฉะนั้นต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม นั่นคือแนวทางธรรมชาติบำบัด

Credit >> http://healthycareyou.blogspot.com